วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ฟังเสียงฝนในหอน้อยเพียงเดียวดาย

พิรุณโปรยกระหนำ่ ศาลาน้อยริมทะเลสาบ

บุรุษชุดรัดกุม ยืนจิบสุรา สายตามองออกไปสู่ท้องทะเลสาบ
มันคล้ายจมกับห้วงคิดคำนึงอันลึกล้ำ และคล้ายกับรอสิ่งใดอยู่

ทันใดนั้น ในสายฝนพลันแว่วเสียงฝีเท้าแผ่วเบา ดวงตาของบุรุษหนุ่มเปล่งประกายเจิดจ้า
คล้ายดั่งคนที่มันรอมานานคอยได้มาถึงแล้ว

ชายกลางคนสีหน้าแย้มยิ้มผู้หนึ่งปรากฎกายขึ้น มือซ้ายถือร่มกระดาษ มือขวาถือขลุ่ยไม้
บุรุษหนุ่มยังนิ่งเฉย ประกายตามีแววผิดหวัง

ชายกลางคน เอ่ยขึ้น ใครๆเรียกข้าว่า เถ้าแก่เจี่ย ท่านคือคุณชายเหลียงใช่หรือไม่ บุรุษหนุ่ม รับ คำดัง อือม เบาเบา

คุณหนูฝากข้ามาบอกว่า "รักจากใจแต่ไร้วาสนา ท่านจงกลับไปเสียเถิด"

บุรุษหนุ่ม พูดขึ้น "ข้าไม่เชื่อเจ้า นางนัดข้ามาเองเพื่อพานางจากไป"
เถ้าแก่เจี่ย เอ่ยขึ้น คุณหนูดั่งบุปผาสูงศักดิ์ไหนเลยจริงจังกับคนพเนจรไร้รากดั่งท่าน
บุรุษหนุ่ม พูดขึ้น "ข้าจะไปรับนางที่หมู่ตึกของเจ้าเอง ขอให้แจ้งประมุขท่านด้วย"

เถ้าแก่เจี่ย จึงกล่าวว่า นายท่านคิดไว้แล้ว ท่านบอกว่าหากคุณชายมิรับฟังก็ขอฝาก
กระบวนท่าท่าหนึ่งมาให้ท่าน กล่าวจบ เถ้าแก่เจี่ยก็ใช่ขลุ่ยในมือสะบัดออกเป็นกระบวนเพลงกระบี่ท่าหนึ่ง

เพลงกระบี่นี้ช่างคล้ายสายลมวสันต์อันอ่อนละมุน ที่โชยพัดอย่างแช่มช้า ครอบคลุมทุกสิ่ง มิอาจหลบรอด
มิอาจแข็งขืน ผนึกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ไร้ที่สิ้นสุด ดูงดงามอ่อนช้อยไร้กลิ่นไอการฆ่าฟันโดยสิ้นเชิง

สีหน้าของบุรุษหนุ่มเปลี่ยนไปเมื่อเห็นเพลงกระบี่นี้ ตัวมันนับว่าท่องเที่ยวในยุทธจักรมานานปี พบเห็นเพลงกระบี่เจ็ดสำนักใหญ่ และยอดคนจำนวนมาก รวมทั้งวิชาเร้นลับแห่งธิเบตและนอกกำแพงใหญ่ แต่มันเพิ่งเคยเห็นเพลงกระบี่ที่งดงามและน่ากลัวเช่นนี้เป็นครั้งแรก ในบัดนั้นมันคิดไม่ออกว่ามีวิทยายุทธใดจะทนต่อการจู่โจมด้วยเพลงกระบี่นี้ได้ มีแต่ต้องทิ้งอาวุธขอความปราณีเท่านั้น มินับว่าเพลงกระบี่นี้ใช้ออกมาโดยพ่อบ้านเล็กๆใน ตระกูลเท่านั้น

บุรุษหนุ่มเ่อยขึ้นอย่างแช่มช้า "เพลงกระบี่เทพเจ้าแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า สมเป็นเพลงกระบี่เทพเจ้าไร้ต่อต้านจริงจริง"

เถ้าแก่เจี่ย เอ่ยขึ้นว่า หน้าที่ของข้าแค่เพียงส่งข่าวให้คุณชายเท่านั้น ขอให้ท่านโชคดีในการเดินทาง มันพูดจบก็กางร่มและเดินจากไปท่ามกลางสายฝน

*************

อรุณรุ่งที่งดงาม สายลมอ่อนโยนพัดพริ้วผ่านป่าไผ่ริมทะเลสาบ
หน้าตึกตระกูลเจี่ย บุรุษหนุ่มในชุดรัดกุมปรากฏกายขึ้น จากนั้นมันเดินไปเคาะประตูอย่างช้าๆ
ที่นี่ คือ หมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า มิว่าผู้ใดก็ไม่อาจเสียมารยาทได้

ประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้า เถ้าแก่เจี่ยปรากฎกายขึ้น สายตามองมาที่บุรุษหนุ่ม
แล้วทักทายว่า ท่านยังไม่จากไปอีกหรือ บุรุษหนุ่มกล่าวเสียงหนักแน่นว่า
ข้ามิอาจจากไปหากมิได้พบนาง ถึงแม้ว่าจะมาหาที่ตายก็ตาม

เถ้าแก่เจี่ยพูดเบาๆ ว่า ตามข้ามา พลางหันหลังเดินกลับไปในหมู่ตึก ชายหนุ่ม
เดินตามไปจนถึงห้องโถงใหญ่ ปลายสุดห้องโถงมีชายชราท่านหนึ่งคุกเข่าหน้าตั่งอันหนึ่ง
ข้างกายมีเด็กน้อยหน้าตาสดใสยืนอยู่ข้างๆ เมื่อก้าวเขาไปใกล้ มันจึงเห็นว่า
บนตั่งนอนไว้ด้วยสตรีนางหนึ่ง คล้ายหลับไหลอย่างมีชีวิตชีวา สตรีนางนี้นับเป็นสตรีที่
งดงามสุดหล้าฟ้าดิน ในมือนางกำพัดอันหนึ่งห้อยลงข้างกาย บนพัดเขียนอักษรหวัดที่งดงามว่า
"รักแท้จากใจ แต่ไร้วาสนา"

ชายชรากล่าวโดยไม่ได้หันหน้ามาว่า นางจากไปแล้ว มีเพียงความตายเท่านั้นที่ทำให้นางเป็นอิสระได้
บุรุษหนุ่มนิ่งอยู่สักพัก แล้วถามว่า พวกข้าทำผิดเช่นไร ไยต้องบีบคั้นนางถึงเพียงนี้
ชายชราพูดว่า "พวกเราไม่ได้บีบคั้นนาง ข้าเพียงถามว่า
ไม่ว่าเป็นหรือตาย เจ้าเป็นธิดาตระกูลเจี่ยหรือไม่"
สิ่งนี้ คือ ทางเลือกของนางเอง

บุรุษหนุ่มกล่าวช้าๆ ว่า "พวกท่านมิควรปล่อยให้ข้ารอดออกไปจากหมู่ตึกในวันนี้ เพราะข้าสาบานว่า
สักวันหนึ่งข้าจะล้มล้างหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า ใช้เลือดของท่านเซ่นสังเวยแด่นาง"

ชายชราหันกลับมามอง ใบหน้าท่าน คือ ชายชราที่ดูธรรมดา ในชุดสมถะ ใบหน้าเศร้าหมอง
ท่านเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม แล้วยกมือขึ้น ท่วงท่าท่านแช่มช้าเป็นธรรมชาติ ไร้สภาวะ
ไร้รูปลักษณ์ ดูไปไม่รวดเร็วเท่าไรนัก
บุรุษหนุ่มพบว่าไม่ว่าขยับร่างไปทิศใดล้วนมิอาจหลบรอดจากท่วงท่านี้ได้
ชายชรา เอามือวางบนบ่าของบุรุษหนุ่ม แล้วเอ่ยขึ้นว่า "ข้าเองก็เสียใจนัก ข้าจะรอเจ้า"
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เงียบๆ ก็ก้าวเข้ามา และพูดว่า

"ข้า คือ คุณชายสามแห่งตระกูลเจี่ย เจ้าทำร้ายพี่สาวข้า สักวันหนึ่งข้าจะหาเจ้าให้พบและส่งท่านไปขออภัยจากนาง ด้วยมือข้าเอง"

ชายชรา ตะโกนขึ้น "เถ้าแก่เจี่ย ให้คนพาซาเสียวเอี้ย ไปพักผ่อน และส่งแขกด้วย"
เถ้าแก่เจี่ย หันไปสั่งให้คนพาคุณชายสามออกไป และเดินนำชายหนุ่มไปส่งออกจากหมู่ตึก

**************

พิรุณโปรยกระหนำ่ ศาลาน้อยริมทะเลสาบ

บุรุษชุดรัดกุม ยืนจิบสุรา สายตามองออกไปสู่ท้องทะเลสาบ
มันคล้ายจมกับห้วงคิดคำนึงอันลึกล้ำ
"เพลงกระบี่เช่นนี้ เฉกเทพเจ้าจุติ ไหนเลยมนุษย์จะทำลายได้ ไหนเลยเราจะล้างแค้นได้"

แต่มันไม่ยอมแพ้ ตัวมันนับเป็นอัจฉริยที่สุดยอดคนหนึ่งในยุทธจักรยุคนี้
ตั้งแต่ออกสู่ยุทธจักร ไม่เคยเผชิญคู่มือเปรียบติด
วิทยายุทธที่มันใช้ออกล้วนเป็นมันบัญญัติขึ้น จากธรรมชาติ จากวิทยายุทธสำนักอื่น
ผสานกับจินตนาการอันเลิศล้ำของมันเอง

มัน ครุ่นคิด กระบี่เคลื่อนเป็นเส้นตรงจู่โจม มีแต่บัญญัติเพลงอาวุธที่เคลื่อนเป็นวงโค้ง
จึงจะสะกดได้ มันนึกถึงอาวุธประหลาดที่มันได้มาใหม่ จากแดนทะเลทราย ดาบโค้งเรียวดั่งวงพระจันทร์
และกระบวนท่าดาบที่ประหลาดล้ำจากแนวทางของตงง้วนโดยสิ้นเชิง

มันเอื้อมมือไปในห่อผ้า ดึงดาบโค้งออกมาถือ ในใจจินตนาการถึงเพลงกระบี่ที่เถ้าแก่เจี่ยแสดงให้ดู
ทันใดนั้น มันเริ่มร่ายรำ เพลงดาบที่แปลกพิสดารออกมาชุดหนึ่ง
รอบกายมันเปล่งประกายราวแสงจันทร์ วิถีดาบคดเคี้ยวหมุนวนรอบกาย จนไร้ช่องว่าง

ทันใด นั้น มีเสียงควับ แลไปเห็นดาบจมลึกในเสาไม้ บุรุษหนุ่มคุกเข่ากับพื้น รำพึงว่า ยังไม่พอ
เพลงกระบี่นั้นยังทำลายดาบเราได้ ขาดอะไรบางอย่าง
มันรำพึงขึ้น

"เพลงกระบี่นั้น คือ พลังแห่งธรรมชาติ พลังแห่งชีวิต มีเพียงพลังแห่งความตายเท่านั้น ที่จะทำลายพลังชีวิตนั้นได้"

ฉับพลัน มันคล้ายนึกสิ่งใดออก เห็นดาบพุ่งจากเสาไม้กลับไปสู่มือมันอย่างพิสดาร มันยกดาบออกแล้ววาดเป็นวงโค้งอย่างช้าๆ ดาบนี้ดูไปแล้วไร้พลังไร้ประกาย ทันใดนั้นในเก๋งทุกสิ่งคล้ายหยุดเคลื่อนไหว ไร้ชีวิตดั่งความตายย่างเข้ามา อากาศคล้ายดั่งเยือกเย็นลงจนไร้ชีวิต มันใช้ดาบโค้งฟันออกช้าๆ บัดนั้น ดาบกลับสั่นไหวคล้ายมีชีวิตของมันเอง เสียงดังขึ้นอีกครั้ง เห็นดาบถูกสะบัดออก หมุนวนกลับไปปักเสาไม้เช่นเดิม

บุรุษหนุ่ม คุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าทอดอาลัย "นับว่าเพลงดาบนี้สามารถเสี่ยงชีวิตได้สักครั้งแล้ว แต่เมื่อไร้ชีวิต ไร้จิตใจ ไม่อาจควบคุมบังคับ นับว่าขัดหลักแห่งฟ้าดิน เกรงว่าเมื่อใช้ออก เราเองคงต้องล้มลงใต้คมดาบนี้ เช่นนี้จะล้างแค้นได้อย่างไร" ทันใดนั้นเอง ราวกับความโศกเศร้าทั้งโลกหล้าทับถมเข้ามา มันล้มกายลงนอนช้าๆ รู้สึกไม่อยากลุกขึ้นมาอีก ในใจนึกถึงนาง นึกถึงวันแรกที่พบพานนางเพราะมันเข้ามาหลบฝนที่เก๋งแห่งนี้ นางถือถ้วยสุราในมือ จิบช้าๆ มองสายฝน ช่างงดงามดั่งภาพวาด ที่แฝงความรันทดจนหัวใจสลาย
เมื่อมันเข้ามา นางมองมาที่มัน ถามว่า "ท่าน คือ คนที่ข้ารอคอยหรือไม่" นับแต่นั้น ชีวิตและวิญญาณของมันก็กลายเป็นของนาง มันเรียนรู้ว่านางเป็นธิดาของตระกูลเทพกระบี่อันดับหนึ่ง ทุกวันมี คุณชายตระกูลใหญ่มากมายหวังสู่ขอนาง หากแต่นางไม่พึงใจผู้ใด ในใจเสมือนกำลังรอคอยคนผู้หนึ่งเสมอมา นางบอกว่าจนพบมันแล้ว ความรู้สึกนั้นก็หายไป คิดถึงนางแล้ว คล้ายมีโลหิตหยดหยาดในหัวใจของมัน ช้าๆ

ทันใดนั้นเอง คล้ายสายฟ้าวูบหนึ่งผ่านมาในจิตใจของมัน

"มีเพียงรักเท่านั้น ที่สามารถดึงชีวิตกลับออกมาจากความตายได้"

มันกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดาบลอยออกจากเสากลับมาในมือมัน มันเริ่มใช้ดาบนั้นอีก ในเก๋งกลับเย็นยะเยือกไร้ชีวิต ดั่งอากาศรอบข้างผนึกแข็งตัว ในใจมันเปี่ยมความรันทดคับแค้น จากนั้นในใจมันเริ่ม คิด ถึงนาง ความงามแห่งดวงตา เสียงของนาง ภาพนางที่เดินคู่กับมันท่ามกลางบุปผาวสันต์
จากรันทดเป็นรัก เพลงดาบกลับพลิกแพลงอีก กลายเป็นนุ่มนวล งดงาม แพรวพราย คล้ายหลุดพ้นจากห้วงแห่งสามัญโดยสิ้นเชิง เสมือนกับไม่มีในโลก จากอดีตกาลจวบจนปัจจุบัน

ทันใดนั้น ทุกสิ่งสงบลง เห็นชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กลางเก๋ง แววตาเปล่งประกายกล้า "ในที่สุด ควบคุมได้แล้ว มีรักเท่านั้นจึงบันดาลชีวิตเข้าสู่เพลงดาบแห่งความตายนี้" มันรู้ว่าด้วยเพลงดาบนี้หากฝึกปรือจนแตกฉาน ย่อมสามารถเสี่ยงชีวิตกับเพลงกระบี่เทพเจ้าได้สักครา

มันรำพึงขึ้นช้าๆ "ฟังเสียงฝนในหอน้อย เพียงเดียวดาย น่ารันทดนัก"

"หากจะล้มหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า ข้าต้องใช้คนอีกมาก" พูดจบ ไม่รอให้ฝนหยุดตก มันเดินออกจากศาลาไปอย่างช้าๆ

สามเดือนให้หลัง ในยุทธจักรปรากฎพรรคใหม่ขึ้น พรรคสุริยันจันทรา

**********************

หมายเหตุ

อาวุธที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง คือ ดาบของพรรคสุริยันจันทราที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคอสูร ดาบนี้เป็นดาบโค้งที่ตัวดาบสลักข้อความว่า ฟังเสียงฝนในหอน้อยเพียงเดียวดาย ดาบนี้มาพร้อมกับเพลงดาบวงพระจันทร์ไร้ผู้ต้าน บัญญัติโดยประมุขพรรครุ่นแรก ที่หลบหนีจากยุทธจักรหลังการประลองกับเจี่ยเฮียวฮง คุณชายสามแห่งตระกูลเจี่ย ทั้งหมดมาจากเรื่อง ซาเสียวเอี้ย กับ เรื่อง อินทรีผงาดฟ้า ที่เป็นเรื่องของเต็งพ้งที่สืบทอดดาบวงพระจันทร์และฝึกจนประลองเสมอกับเจี่ยเฮียวฮงในภายหลัง เรื่องสั้นเรื่องนี้ แต่งเพื่ออธิบาย กำเนิดเพลงดาบ ทำไมพรรคสุริยันจันทราจึงเพาะความแค้นกับหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า ไว้อ่านเล่นๆ ครับ เป็นตอนต้นของสองเรื่องที่กล่าวมา

























สังคมไทยในมุมมองของกฎนิวตัน
















เนื่องจากผมเป็นวิศวกร บางทีจะเข้าใจอะไรก็เอาหลักการที่เรียนมาจับ
ตอนนี้เห็นสังคมเราวุ่นวาย พยายามทำความเข้าใจแบบช่าง นึกถึงตอนเด็กๆ เรียนฟิสิกส์
มีเซอร์ไอแซค นิวตัน หัวฟูๆ ที่คิดอะไรมากมายโดยเฉพาะกฎของนิวตัน แต่เราดันจำได้แค่
ว่าแอปเปิลหล่นใส่หัวแก

ท่านนิวตันได้คิดค้นกฎ ไว้สามข้อ คือ
ข้อแรก อะไรวิ่งทางไหนถ้าไม่มีแรงกระทำก็จะวิ่งไปงั้นไม่ยอมเปลี่ยน
ข้อสอง ความเร่งคูณด้วยมวล จะเท่ากับแรง
ข้อสาม ใช้แรงทำอะไร ก็จะมีแรงสะท้อนเท่านั้น

เอ้า มาลองดูสังคมไทยบ้าง
อันว่าระบบอะไรก็ตามจะให้สงบนั้นต้องมีสมดุลย์ สมดุลย์เนี่ยเกิดจากแรงที่ทำหักล้างเท่ากันหมด เป็นศูนย์
ถ้าไม่มีแรงอะไรก็จะนิ่งๆ ตามข้อหนึ่ง แต่สังคมเราเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ครับ มีแรงแฝงเร้นจากการศึกษา วัฒนธรรม เทคโนโลยี มากมายที่มากระทบ ผลรวมของแรงก็จะทำให้ระบบวิ่งไปทิศหนึ่งตามข้อสอง จะเร่งจะหน่วงก็ว่ากันไป ตามมวลของสังคม คือ ขนาดและความต้านทานการเปลี่ยนแปลง

ถามว่าไม่เปลี่ยนได้ไหม ตอบว่าไม่ได้หรอกครับ สิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือ ความเปลี่ยนแปลง ที่นี้พอสังคมเปลี่ยนก็จะมีแรงต้าน แรงผลักจากกลุ่มพลังต่างๆ สังคมเลยเด้งไปมาตามแรงกระทบ
ถามว่าจะสงบเมื่อไหร่ คำตอบ คือ เมื่อแรงสมดุลย์ คือ ทุกคนพอใจสถานะที่เป็นด้วยแรงเท่านี้

คนชอบลืมข้อสาม คือ ทำอะไรกับใครแรงเท่าไร ก็จะสะท้อนกลับเท่านั้น พอซัดกันแรง ก็มีแรงสะท้อนจากอีกทิศอีกกลุ่ม ยิ่งแรง ยิ่งมาก

ตามหลักจะให้เข้าสมดุลย์เร็วทุกคนต้องค่อยๆ ใช้แรงอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน นะครับ
อยากจะบอกว่า

หนึ่ง อย่าตกใจ เรากำลังเด้งไปมา เพื่อเข้าสมดุลย์ใหม่ของสังคมต้องใจเย็นๆ
สอง ถ้าทุกคนอ่อนโยนเข้าหากัน สังคมจะสมดุลย์เร็วขึ้นนะครับ

เปิดตาเปิดใจรับความเห็นรอบข้างจะช่วยได้่มาก ยังไงสังคมไทยเราปรับตัวเก่งครับ สักพักก็สมดุลย์

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความฝัน ความจริง ความคิดจาก Inception

ในที่สุดก็ลากทุกคนที่บ้านไปดุหนัง เรื่อง Inception ได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ผมเองเป็นแฟนตามผลงานของพี่ลีโอ Leonado Di Caprio และ Christopher Nolan มาตลอด
หนุ่มแรก คือ นักแสดงที่มีพลังการแสดงที่แก่กล้าขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเริ่มจ่ากการประกบ จอห์นนี่ เดปป์ จาเรื่อง What's eating Gilbert Grape มาจนสุดความหล่อ จาก Romio& Juliat และพี่แจ็คจาก Titanic ส่วนอีกหนุ่ม คือ ผู้ผงาดจากการพลิกฟื้น Batman ใน Batman Return และ Dark Night ผู้กำกับโนแลน ชอบเล่นกับความคิดของคน และความบ้าคลั่งของคน เห็นได้จากการสร้างตัวละครอมตะอย่าง โจ๊คเกอร์ ที่เต็มไปด้วยความคาดเดาไม่ได้

ใน Inception โนแลนถามคำถามเราว่า ความจริงที่เราเห็นนั้นเป็นความจริงหรือฝัน เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่ นีโอกินยาเม็ดสีแดงแล้วพบว่าชีวิตทั้งชีวิตที่ใช้มาคือ ความฝัน ในเรื่อง ดอม คอบบ์ พระเอกเป็น
อัจฉริยะที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน และถูกหลอกหลอนด้วยความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนทำกับภรรยาของตนเอาไว้ หนังวางเรื่องได้งดงามโดยการแนะนำเทคโนโลยีของการขโมยความลับโดยให้คนหลายคนเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเหยื่อผ่านทางความฝัน ถึงแม้แนวคิดนี้จะถูกใช้มาแล้วกับหนังสยองขวัญ The nightmare on Elm street แต่มุมมองที่นำมาเล่นก็ยังมีความแปลกใหม่ น่าตื่นตา โดยหนังพาเราตามไปกับแนวคิดผ่านทางการอธิบายให้ Dream Architect คนใหม่ ฉากที่ติดตามาก คือ ฉาก พับเมืองปารีสมาจากฟ้า ทำให้เห็นทั้งทุนและจินตนาการที่ถึงมาก

หนังวางเรื่องตามแนว Mission Impossble มีการตาม Dream Team มารวมกัน กำหนด Mission และลุยลงไปในฝันซ้อนฝัน 4 ชั้น ผมชอบ Concept ของความเร็วของเวลาที่ต่างกันในฝันที่ถูกหนังเอามาเล่นได้อย่างงดงาม การสื่อระหว่างฝันโดยใช้เพลง การฝัง ความคิด หรือ Inception ทำได้น่าสนใจมาก

หนังฝากประเด็นไว้หลายเรื่อง เรื่องแรก คือ การหนีปัญหาไม่ใช่ทางแก้ เพราะเราไม่มีทางหนีจากตัวเราได้ ต้องกล้าเผชิญความจริงและดับที่ต้นเหตุ ครับ หนังฝากความสงสัยว่าความฝันกับความจริงนั้นแยกกันอย่างไร หนังเสนอว่าไม่ว่าฝันจะสุขอย่างไร เราควรกลับมาหาความจริงเสมอ

พี่ลีโอเล่นได้เด็ดขาดครับ รวมทั้งทีมงานทุกคน ที่ทำให้หนังสมบูรณ์มาก ข้อตินิดๆ คือ หนังดูยากสำหรับคนที่ไม่ได้ช่างคิด มีปมซับซ้อนมากทีเดียวที่ถ้าหลุดแล้วหนังอาจจะไม่สนุกก็ได้

สรุปแล้ว.......หนังเรื่องนี้ห้ามพลาดครับ

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิม


วันนี้ได้อ่าน หนังสือดีอีกเล่มครับ คือ หนังสือ "เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิม" ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผมเป็นแฟนตามอ่านงานของท่านมาตลอด เพราะแนวคิดที่ "ล้ำยุคแต่ทำได้" ที่ท่านสื่อออกมา ในเล่มนี้เป็นการรวบรวมแนวคิด ถึงการเปลี่ยนไปแบบ Mega Trends ไว้หลายประการครับ โดยเฉพาะเรื่อง Liquid Modernity ที่ท่านเรียกว่าเมื่อโลกเยิ้ม อันเป็นสิ่งที่เรากำลังก้าวไป


หนังสือพูดได้เอ่ยถึงการที่สังคมเริ่มซับซ้อน เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความคุกคามใหม่ๆ นอกจากนั้นสถาบันต่างๆ ที่เคยเป็นโครงสร้างที่คงตัว เริ่มคลายตัวลง ด้วยบทบาทของเทคโนโลยี คนเราเคยเป็นพลเมืองของโลกโดยขึ้นกับภูมิศาตร์ เช่น เป็นคนไทย คนเกาหลี เริ่มอ่อนลง มีสังคม Virtual มากมายที่เราเป็นสมาชิก เช่น เป็นลูกจ้างบริษัท เป็นเพื่อนใน facebook ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของสังคม จะสูงมากจนเกิดความไม่แน่นอนตลอดเวลา เปรียบได้ว่าสังคมเป็นของไหลครับ ไม่คงตัวเป็นของแข็งเหมือนก่อน

ดังนั้น โมเดลในการสร้างความมั่งคั่ง การเมือง การปกครองจะเริ่มเปลี่ยน กฏหมายระดับโลกเริ่มมีบทบาทมากจนกระทั่งการทำงานของรัฐทั้งโลกจะมีความคล้ายคลึง คนทั้งโลกจะเริ่มร่วมกันแก้ปัญหาบางอย่าง เช่น สภาพแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ร่วมกัน โลกเริ่มเปลี่ยนเป็นการปฏิสัมพันธ์มากขึ้น เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะเกิดร่วมระหว่าง ผู้ใช้กับผู้ผลิตในลักษณะ Co-creation โลกจะเป็น Globalization อย่างมากมาย ในขณะที่มี Personalization มากด้วย โลกจะมุ่งไปยังการสร้างสมดุลย์ 4 ประการ แทนจะมุ่งเรื่องความร่ำรวย คือ สมดุลย์ในเรื่อง Economic wealth, Social Well-being, Environmental Wellness, Human Wisdom แทน น่าสนใจครับ ในการพัฒนาประเทศหรือองค์กรตามนี้

ผมเองชอบบทสุดท้าย ทีว่าด้วยสมดุลย์ของไทยครับครับ ท่านเสนอว่าปัญหาของประเทศไทยมากจากการขาดสมดุลย์ในสี่มิติ คือ การขาดสมดุลย์ระหว่างรัฐกับชาติ การขาดสมดุลย์ในการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท การขาดสมดุลย์ในการปกครอง และ การขาดสมดุลย์เชิงวัฒนธรรม ในบ้านเรา การขาดสมดุลย์นี้มีมานานแล้วการแก้ไขต้องทำให้ทุกคนตระหนักและค่อยๆ เปลี่ยนครับ ผมว่าเราทำได้ถ้าช่วยกัน

หนังสือน่าอ่านครับ แต่ค่อนข้างซับซ้อนมากนะครับ ต้องค่อยๆ อ่านและขบคิดไป ครับ

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ที่สุดคือเชื่อมโยง


เชื่อมโยง (connection) เป็นเคล็ดวิชาที่ผมชอบใช้ออก ทุกสิ่งหากขาดการเชื่อมโยง ยากจะเกิดพลัง

ลองคิดถึง อินเทอร์เน็ต สิ่งที่อินเตอร์เน็ตก่อเกิด คือ การเชื่อมโยง ทุกที่ทุกเวลา

เมื่อก่อน ใครมีข้อมูล เก็บเอกสาร ถือเป็นสมบัติ ใครมีความรู้มาก ข้อมูลมาก ยิ่งต้องเก็บไว้ ไม่แบ่งปัน ทำให้เกิดอำนาจเหนือคนอื่น พระในยุคกลางของ ยุโรปถึงเก็บเอกสารไว้อย่างดี สอนการเขียนอ่านเฉพาะพวกตน ทำให้ขุนนาง และ กษัตริย์ ต้อง มาพึ่งความรู้ในการจดบันทึก การคำนวณภาษี จนพ่อค้าแย่ง ความรู้ในการอ่านเขียนไปได้ ตลอดจน การพิมพ์ไบเบิลของ กูเตนเบิร์ก ที่เปิดโลกแห่งความรู้ให้เป็นของสาธารณะ

ในยุค อินเทอร์เน็ต เรามี ไซเบอร์เสปซ แทบทุกอย่างหาเอาได้จากเน็ต กลายเป็นโลกที่ Google คือ ผู้ถือครองประตูความรู้ เหมือนเป็น Oracle แห่งวิหารเดลฟี

โลกตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วชั่วนิรันดร์ครับ เพราะ คำว่า เชื่อมโยง (connection)

ใครมีความรู้ต้องแบ่งปันครับ ใครไม่แบ่งปัน เชื่อมโยงกับผู้อื่นก็จะถูกกันออกจากสังคม นวัตกรรมเริ่มเกิดจากปวงชนเป็น ของเปิดเผย

โลกที่ใครๆอยากรู้อะไรก็เข้าถึงได้นั้น Information is Power
โลกที่นักวิจารณ์วิเคราะห์จะมีบทบาทกว่านักข่าวปกติ
เพราะข่าวจาก tweeter อาจเร็วกว่า CNN หรือ รอยเตอร์
Power เป็นของผู้ที่เชื่อมโยง! Information ให้เป็น Knowledge

ในโลกของ Open Source ท่านจะเห็นว่า Ecosystem คือ Connection
สร้าง solution ทาง ไอที จากการเชื่อมโยง Framework, Code, Gadget ต่างๆ เข้าหากัน
โดยที่ Ecosystem จะสมบูรณ์โดยผู้ใช้ก็ สร้างบางสิ่ง คืนไป ครับ เป็นวงจรของ
Invent--> Integrate---> Invent ไปเรื่อยๆ
Power เป็นของผู้ที่เชื่อมโยง!! Module ให้เป็น Software

ผมต้องทำงานในการบริหารประชาคม หรือ ทีมงานเพื่อบรรลุเป้าหมายมาหลายงาน พบว่า
เทคนิค คือ หาคนที่เหมาะ ปัญหาที่เหมาะ ทรัพยากรที่เหมาะ แล้วจับมา เชื่อมโยง ก็จะสำเร็จ
Power เป็นของผู้ที่เชื่อมโยง!!
Individual ให้เป็น Teamwork

ตั้งคำถามใหม่ การศึกษาไทยเราสอนคนให้กลั่นกรอง เชื่อมโยง หรือ ยัง
ผมว่าเรายังเน้นทำเป็น คิดเป็นบ้าง ยังไม่เชื่อมโยง
ผมเคยตั้งโจทย์เด็ก ลองเดินเข้าร้านหนังสือใหญ่สักร้าน คุณเชื่อมโยงได้ไหม ว่าคนไทยเป็นอย่างไร ?
ยังไม่สายครับ ทำได้ครับ และคงต้องทำ

สุดท้าย ประเทศเรา รักกัน สามัคคีกัน ปัญหาจะหายไป ถ้าทุกคน เชื่อมโยง ครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำงานใช้ความคิด ชีวิตจะก้าวไกล

ช่วงนี้มีนักเรียนมาปรึกษาเรื่องโครงงาน บ่อยๆ สิ่งที่ต้องสอน คือ การทำงานให้เป็น ที่ผมสอนเป็นเด็กเก่ง การสอนคนเก่งนั้นต้องสอนให้เก่งกว่าอาจารย์ให้ได้ สิ่งที่ผมภูมิใจ คือ นักเรียนผมเก่งกว่าผมมากมายครับ การสอนต้องสอนให้คิด ให้แก้ปัญหา ให้ทำงานเป็น คือ สอนให้เขาเก่งแล้วเขาก็เอาความเก่งไปแก้ปัญหาโครงงานจนสำเร็จ เรื่องทางเทคนิค ผมให้เด็กมาสอนผมน่ะ ผมก็คอยวิจารณ์ บอกแนวทาง กดดันบ้าง สร้างอุปสรรคให้เขาต้องผ่านบ้าง

สำหรับการทำงานผมชอบแนวคิดของ ท่านเทียม โชควัฒนา มากครับ ผมอ่านข้อคิดท่านมากมาย ล้ำค่าดั่งเพชรทองจริงๆ ท่านบอกว่างานทุกอย่างในโลก ให้ใช้หลักการ หนัก เบา เร็ว ช้า เข้าจับ

หนัก คือ งานนี้สำคัญ ต้องทำอย่างจริงจังทุ่มเทให้ประสบผลสำเร็จ
เบา คือ งานไม่สำคัญ ทำให้เสร็จแต่พอประมาณก็พอแล้ว
เร็ว คือ งานนี้เวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญ หากช้าไปก็อาจเสียหายได้ ให้ทำให้เร็ว
ช้า งานบางอย่างต้องรอจังหวะที่เหมาะสม ค่อยๆทำไปช้าๆ จังหวะไม่ดีงานก็ไม่ได้ผลดี

ลองดูนะครับ

งานหนัก ท่านทำเบา งานก็ออกมาไม่ดี เสียชื่อเสียงเปล่าๆ
งานเบา ท่านทำหนัก ท่านก็เสียเวลาและทรัพยากรโดยใช่เหตุ
งานเร็ว ท่านไม่ลุยลงไปเลย ไม่ทันกินจะโทษใคร
งานช้า ท่านทำเร่งๆ งานออกมาคุณภาพอาจไม่ถึง สู้เขาไม่ได้

หลักง่ายๆนี่เอง นำมาใช้แล้วงานเร็วขึ้นเป็นกองเลย

อีกอย่างที่คน ลืม การทำงานวันนี้ไม่มีทางได้ผลดีวันนี้ แต่ผลดีวันนี้ ไม่ได้เกิดจากงานวันนี้เลย มาจากอดีตทั้งนั้น ดังนั้นการทำงาน ทำวันนี้ คิดถึงแต่อนาคตครับ ขยันสร้างเหตุดีไว้ผลย่อมออกมาดี
ไม่ว่าพลาดพลั้งอย่างไร ก็อย่าหวนไห้ถึงอดีต ไม่เคยเปลี่ยนได้ครับ เราไม่มี TIME MACHINE เหมือน โดราเอมอน ที่พลาดให้ถือว่าซื้อบทเรียน แล้ว เริ่มใหม่พรุ่งนี้เสมอ

พอจับงานบริหาร พบว่าทำงานอะไรให้นึกถึงตอนจบเลย ผลได้ไม่มากไม่คุ้ม ไม่ต้องทำ
เหมือนตกปลา ไปตกในบ่อปลาซิวไหนเลยจะพอกิน
ไปตกปลาใหญ่ทีเดียวดีกว่า อิ่มดี
จะได้ใช้เวลามานอนเล่นมากๆ ครับ สบายแท้

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไทยควรมีการวาง Cyber security Infrastructure สักที

เมื่อวาน ผมมีโอกาสร่วมงานกับ NECTEC และ DSI จัด Forum ทาง Digital Forensics ร่วมกับนักวิจัยด้านคอมพิวเตอร์จากหลายสถาบัน

Digital Forensics นี้ก็ว่าด้วยการรวบรวมหลักฐานทางดิจิตอล เช่น ไฟล์หนัง รูปภาพ สื่อ ต่างๆ
มาเป็นหลักฐานทางคดี หรือ คลี่คลายปมปริศนาในการสืบคดี

ลองนึกถึงหนัง CSI ซิครับ แต่เราไม่ผ่าศพนะแต่ผ่าฮาร์ดดิสค์ รื้อข้อมูล ต่างๆ ออกมาดู
อยากรู้ไหมว่า คลิปหลุดใครต้นฉบับ ที่ด่านายกมากมายมาจากไหน ทำนองนั้นละครับ

ปัญหา คือ อาชญากรเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยี มีเงิน มีอำนาจ เจ้าหน้าที่ทำงานด้วยคนน้อยกว่า เงินน้อยกว่า
มีแต่ความทุ่มเทของท่านเหล่านั้นละครับ ที่ทำให้เราหยุดยั้งอาชญากรรมต่างๆ ได้

ในฟอรัม มีการพูดถึงเทคโนโลยีที่นำมาใช้ "เชื่อมโยง" ข้อมูลที่ซับซ้อน ช่วยให้เจ้าหน้าที่สาวโยงใยของเครือข่ายนี้หาตัวการได้ มีการมองเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น GPGPU ว่าอาจเป็นคำตอบในการเร่ง อัลกอริทึมต่างๆ ให้ทำงานเร็วกับข้อมูลมหาศาลในราคาถูก

มีการพูดถึงเครือข่ายที่กำลังทรงพลังขึ้นทุกทีจากสิบเป็นร้อยกิกะไบต์ต่อวินาที การดึงข้อมูลมาตรวจสอบเริ่มท้าทายทุกขณะครับ

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเป็นห่วง คือ การวางโครงสร้างให้ Cyberspace ของเราปลอดภัยมั่นคง และตรวจสอบได้ ยังนับว่าห่างไกลอีกมา ทั้งต้องลงทั้งทุนทรัพย์ ปัญญา และ เวลาอีกเป็นอันมาก

ถึงเวลาแล้วครับ ที่รัฐบาลควรจะเข้าใจว่า การลงทุนกับอินเทอร์เน็ตให้เป็นถนนแห่งปัญญาสาธารณะ นั้น ถูกเร็วและได้ผลกับเศรษฐกิจกว่าการทุ่มสร้างถนนแบบเดิมๆ มากมายนัก และ ควรจะมีการลงทุนอย่างเหมาะสม ในการสร้างความปลอดภัยให้เครือข่ายของเราครับ

ต้องรอให้เผากันก่อนจึงจะมาแก้กันหรือครับ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เปลี่ยนได้เริ่มที่ใจ

วันนี้ไปเป็นนักเรียนอีกครั้งครับ
ไปลงเรียน course อบรมสั้นๆ เรื่อง leadership and Change Leader น่าสนใจดี

ตอนเช้าได้มาดูกันเรื่องคุณสมบัติผู้นำ
ถกกันนาน เลือกไปเลือกมาปรากฏว่า
คุณธรรมถูกเลือกเป็นอันดับแรก ตามด้วย วิสัยทัศน์ ความสามารถในการทำงาน และมนุษยสัมพันธ์
เขาให้เลือกคุณสมบัตินายจากนรก ไม่เล่าละครับ แต่มันมาก แปลกที่พวกมีคุณสมบัตินายจากนรก ดูแล้วเป็นใหญ่เป็นโตก็หลายคน ประเทศเราถึงแปลกๆ

บ่าย อาจารย์แบ่งเราเป็นสามกลุ่ม ให้ใช้แค่เข็มหมุดกับหลอดกาแฟ
สร้างรูปทรงที่สูงที่สุด และทนต่อการเป่าของกลุ่มอื่นได้
ไม่ชนะหรอกครับกลุ่มผม แต่เราสุขใจที่แพ้กลุ่มแรกไปหลอดกาแฟผ่าแปด
พบว่ากลุ่มที่ชนะเขาทำฐานที่ดีไว้จึงไปได้สูงกว่าเรา แต่ทุกกลุ่มช่วยกันเป็นทีมงานจึงสำเร็จได้ดีครับ

นอกจากนั้นก็นั่งทำ case กัน
งานนี้ทำให้เรียนรู้ว่า การเตรียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น
ต้องเตรียมที่ใจคน ทำให้เขารู้ว่าต้องเปลี่ยน
ทำให้รู้ว่าควรเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน
ต้องเผชิญแรงต้านด้วยความเมตตา ความอดทน เข้าใจ ให้รางวัล
ต้องฝัง change ให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรให้ได้

ดีครับ ขอบคุณท่านอาจารย์มาก ทำให้ได้อะไรไปคิดไปใช้

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดคือจินตนาการ














วันนี้เข้าไปอ่านเวบถ่ายภาพ PIXPROS.NET ตั้งใจว่าจะถ่ายให้ดีเหมือนเขาสักวัน

มาสะดุดตากับห้องวิจารณ์ภาพครับ http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=5904
ในนั้นท่าน Dust ตอบคำถามถึงการวิจารณ์พลังยุทธของตากล้องไว้อย่างดีว่า

" สุดท้ายที่ผมมักจะมองเป็นบทสรุป สำหรับการวิจารณ์ภาพคือ ภาพนั้น อยู่ระดับไหน

JOJO แบ่งไว้ดีมาก ผมขอนำมาถ่ายทอดให้ฟัง
1. ระดับต้น ผู้ถ่ายสามารถควบคุมกล้องได้อย่างใจ ทำให้ภาพที่ได้ มีความสมบูรณ์ด้านเทคนิค
2. ระดับกลาง ผู้ถ่ายสามารถสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นในภาพได้ นอกจากความสมบูรณ์ด้านเทคนิคที่ต้องทำได้ดีด้วย
3. ระดับ ผู้ถ่ายสามารถสร้างจินตนาการให้เกิดขึ้นในสมองของผู้ชมภาพได้ สามารถนำให้ผู้ชมภาพ เกิดมโนทัศน์จากการชมภาพนั้นได้ อันนี้สุดยอดมาก ๆ "

สรุป คือ Execution >> Expression >> Imagination

ทำให้เห็นว่าศาสตร์ต่างๆนั้น เมื่อมุ่งสู่จุดสุดสูง จะมีความคล้ายคลึงกัน ผมเคยบอกนักเรียนว่า การฝึกอะไรให้เข้าขั้นเทพนั้น ต้องผ่านขั้นตอนของ

หลักการ >> วิธีการ >> จินตนาการ

ขั้นแรก หลักการและทฤษฎีต่างๆ ต้องแม่น ดึงมาใช้ได้ดังใจปรารถนา ขั้นนี้ต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าอย่างหนักแน่นจริงจัง

ขั้นที่สอง วิธีการ คือ รู้หลักการแล้วทำจริงได้หรือไม่ อันนี้ต้องลงสนามฝึกฝนอย่างหนักไม่มีทางลัด รู้ภาษาคอมมากมายเขียนโปรแกรมมากี่บรรทัด ถ้าไม่ถึงหมื่นบรรทัดในโปรแกรมเดียวอย่าเรียกตัวเองว่าโปรแกรมเมอร์ เล่นกล้องก็ต้องถ่ายรูปตลอดเวลา ถ้าไม่ถึงห้าหมื่นหรือแสนรูปอาจจะยังยากจะควบคุมกล้องได้ ให้ฝึกจนหลักการชำนาญจนฝังในตัวเป็นสัญชาติญาณ สามารถดึงวิธีการและหลักการมาได้อัตโนมัติ
ในนิยายกำลังภายในคือ ขั้นเราคือกระบี่ กระบี่คือเรา ทุกการเคลื่อนไหวแฝงกระบวนท่า ไร้จุดอ่อนช่องว่าง

ขั้นที่สาม ขั้นสองว่ายาก ขั้นนี้ยากกว่ามาก คือ ลืมกระบวนท่าให้หมดสิ้น จำแต่ สำนึกของวิชา หรือ ปรัชญาของวิชา ปล่อยตัวเองจากกระบวนท่า ใช้จินตนาการและสำนึกชี้นำ สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ออกมาให้ได้

สงสัยไหมครับ ทำไมปริญญาเอกทุกสาขาถึงเรียกว่า Ph.D เป็น Doctor of Philosophy หรือ ปริญญาด้านปรัชญา ถ้าไปเรียนสำนักดีๆ เขาจะจับท่านฝึกให้ย่างเข้าขั้นสาม จับสำนึกหรือปรัชญาของวิชาที่ท่านไปเรียนให้ได้แล้วพลิกแพลงคิดสิ่งใหม่ออกมา กว่าจะได้กระอักเลือดไปตามๆกัน

อีกอย่างที่อยากเล่าสู่กันฟัง คือ ง่าย >> ยาก >> ง่าย ใครอยู่ขั้นแรก จะเลือกทำอะไรแบบง่ายๆ เพราะไม่ชำนาญ พอเข้าขั้นสองก็จะร้อนวิชาพยายามพลิกแพลงอย่างมากมาย แต่พอบรรลุขั้นสาม เทพจริงจะแสดงพลังในความเรียบง่ายครับ เพราะใช้ท่าง่ายๆก็ชนะแล้ว ถ้ามาดูการเขียนโปรแกรม มือหัดใหม่จะ code แบบง่ายๆ มือขั้นกลาง จะพลิกแพลงมาก เทพจริงเขียนเรียบๆ ครับ บำรุงรักษาง่าย ทำงานเร็ว ไม่มีบั๊ก ไม่เชื่อลองไล่ Linux Kernel Code จะเห็นหลักของ Simplicity ทั้งนั้น

สุดท้ายถ้ายังไม่เชื่อ ผมขอยกคำพูดเทพตัวจริงมาเลยครับ





Albert Einstein quote...“Imagination is more important than knowledge.”


งานแสดงความยินดีกับนิสิตที่ชนะ Imagine Cup


















เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมแสดงความยินดีและมอบของขวัญที่ระลึกเล็กน้อย ให้กับทีมนิสิตที่ชนะรางวัล World Imagine Cup 2010 ที่โปแลนด์ ไม่น่าเชื่อว่าจากทีม 70 กว่าประเทศและนักศึกษานับกว่า 300,000 คนทั่วโลกเราจะชนะ ผมพบว่าเด็กเหล่านี้มีความสามารถ และที่สำคัญคือมีความฝัน

ในวันรับรางวัลเขากล่าวถ้อยคำที่ประทับใจผมมาก คือ

"We don't wait for the future. We create the future and change the world"

ผมอยากให้คำนี้ก้องกังวาลในหัวใจไทยเราทุกคน อยากให้เรามาช่วยกันฝ่าฟันพัฒนาประเทศในทุกด้าน ให้เราเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสรรค์โลกให้งดงาม

ขอบคุณเด็กๆ ครับ ที่ทำให้ผมภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย

อิเมจิ้นคัพยิ่งใหญ่ด้วยไฟฝัน
ไทยฝ่าฟันคว้าที่หนึ่งถึงจุดหมาย
ในใต้หล้าฝีมือไทยได้ไว้ลาย
ว่าดีไซน์ซอฟต์แวร์ดีมีคนไทย
ไม่เป็นสองไม่เป็นรองในใต้ฟ้า
ความเก่งกล้าในความคิดพิชิตฝัน
สร้างโปรแกรมช่วยชาวโลกจากทุกข์พลัน
ได้เติมฝันคนพิการด้วยงานไทย....

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจากงานเลี้ยงนิสิต MSIT


เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับนิสิต MSIT ของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ เห็นเด็กๆ สนุกสนานรื่นเริงในความสำเร็จก็ดีใจด้วยครับ ในฐานะที่รับตำแหน่งหัวหน้าภาค เขาก็ต้องเชิญไปพูดอะไรบางอย่าง ผมเลยถือโอกาส เล่าว่า

"การมาเรียน MSIT หรือ Master of IT เป็นประสพการณ์ที่มีค่า หนึ่ง Mater of IT คือ เป็นนายของวิทยาการไอที มาเรียนเพื่อให้มีความรู้พอที่จะทำให้ ไอทีนั้น "เชื่อง" ทำให้ไอทียอมรับใช้เราและองค์กรเป็นอย่างดีไม่มาแว้งกัดทีหลัง สอง Master IT คือ มาสเตอร์อิท คือ เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใด ก็สามารถเป็นนายงาน ทำให้ภารกิจต่างๆ ลุล่วงไปได้อย่างสมบูรณ์"

"อีกสิ่งที่สำคัญ คือ การได้มาสร้างเครือข่ายเพื่อนที่มีคุณภาพ มาพบเพื่อนเก่งๆ อาจารย์ที่มีความสามารถ ขอให้รักษามิตรภาพให้ยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือกันในอนาคต"



"มิตรภาพเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่ยั่งยืนและล้ำค่าที่สุด เมื่อได้มาก็จงรักษาให้มั่นคง ด้วยการแบ่งปันเกื้อกูลกัน"

หวังว่านิสิตรุ่นนี้คงจะเจริญรุ่งเรืองและสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคมสืบไปครับ