วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เปลี่ยนได้เริ่มที่ใจ

วันนี้ไปเป็นนักเรียนอีกครั้งครับ
ไปลงเรียน course อบรมสั้นๆ เรื่อง leadership and Change Leader น่าสนใจดี

ตอนเช้าได้มาดูกันเรื่องคุณสมบัติผู้นำ
ถกกันนาน เลือกไปเลือกมาปรากฏว่า
คุณธรรมถูกเลือกเป็นอันดับแรก ตามด้วย วิสัยทัศน์ ความสามารถในการทำงาน และมนุษยสัมพันธ์
เขาให้เลือกคุณสมบัตินายจากนรก ไม่เล่าละครับ แต่มันมาก แปลกที่พวกมีคุณสมบัตินายจากนรก ดูแล้วเป็นใหญ่เป็นโตก็หลายคน ประเทศเราถึงแปลกๆ

บ่าย อาจารย์แบ่งเราเป็นสามกลุ่ม ให้ใช้แค่เข็มหมุดกับหลอดกาแฟ
สร้างรูปทรงที่สูงที่สุด และทนต่อการเป่าของกลุ่มอื่นได้
ไม่ชนะหรอกครับกลุ่มผม แต่เราสุขใจที่แพ้กลุ่มแรกไปหลอดกาแฟผ่าแปด
พบว่ากลุ่มที่ชนะเขาทำฐานที่ดีไว้จึงไปได้สูงกว่าเรา แต่ทุกกลุ่มช่วยกันเป็นทีมงานจึงสำเร็จได้ดีครับ

นอกจากนั้นก็นั่งทำ case กัน
งานนี้ทำให้เรียนรู้ว่า การเตรียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น
ต้องเตรียมที่ใจคน ทำให้เขารู้ว่าต้องเปลี่ยน
ทำให้รู้ว่าควรเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน
ต้องเผชิญแรงต้านด้วยความเมตตา ความอดทน เข้าใจ ให้รางวัล
ต้องฝัง change ให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรให้ได้

ดีครับ ขอบคุณท่านอาจารย์มาก ทำให้ได้อะไรไปคิดไปใช้

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดคือจินตนาการ














วันนี้เข้าไปอ่านเวบถ่ายภาพ PIXPROS.NET ตั้งใจว่าจะถ่ายให้ดีเหมือนเขาสักวัน

มาสะดุดตากับห้องวิจารณ์ภาพครับ http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=5904
ในนั้นท่าน Dust ตอบคำถามถึงการวิจารณ์พลังยุทธของตากล้องไว้อย่างดีว่า

" สุดท้ายที่ผมมักจะมองเป็นบทสรุป สำหรับการวิจารณ์ภาพคือ ภาพนั้น อยู่ระดับไหน

JOJO แบ่งไว้ดีมาก ผมขอนำมาถ่ายทอดให้ฟัง
1. ระดับต้น ผู้ถ่ายสามารถควบคุมกล้องได้อย่างใจ ทำให้ภาพที่ได้ มีความสมบูรณ์ด้านเทคนิค
2. ระดับกลาง ผู้ถ่ายสามารถสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นในภาพได้ นอกจากความสมบูรณ์ด้านเทคนิคที่ต้องทำได้ดีด้วย
3. ระดับ ผู้ถ่ายสามารถสร้างจินตนาการให้เกิดขึ้นในสมองของผู้ชมภาพได้ สามารถนำให้ผู้ชมภาพ เกิดมโนทัศน์จากการชมภาพนั้นได้ อันนี้สุดยอดมาก ๆ "

สรุป คือ Execution >> Expression >> Imagination

ทำให้เห็นว่าศาสตร์ต่างๆนั้น เมื่อมุ่งสู่จุดสุดสูง จะมีความคล้ายคลึงกัน ผมเคยบอกนักเรียนว่า การฝึกอะไรให้เข้าขั้นเทพนั้น ต้องผ่านขั้นตอนของ

หลักการ >> วิธีการ >> จินตนาการ

ขั้นแรก หลักการและทฤษฎีต่างๆ ต้องแม่น ดึงมาใช้ได้ดังใจปรารถนา ขั้นนี้ต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าอย่างหนักแน่นจริงจัง

ขั้นที่สอง วิธีการ คือ รู้หลักการแล้วทำจริงได้หรือไม่ อันนี้ต้องลงสนามฝึกฝนอย่างหนักไม่มีทางลัด รู้ภาษาคอมมากมายเขียนโปรแกรมมากี่บรรทัด ถ้าไม่ถึงหมื่นบรรทัดในโปรแกรมเดียวอย่าเรียกตัวเองว่าโปรแกรมเมอร์ เล่นกล้องก็ต้องถ่ายรูปตลอดเวลา ถ้าไม่ถึงห้าหมื่นหรือแสนรูปอาจจะยังยากจะควบคุมกล้องได้ ให้ฝึกจนหลักการชำนาญจนฝังในตัวเป็นสัญชาติญาณ สามารถดึงวิธีการและหลักการมาได้อัตโนมัติ
ในนิยายกำลังภายในคือ ขั้นเราคือกระบี่ กระบี่คือเรา ทุกการเคลื่อนไหวแฝงกระบวนท่า ไร้จุดอ่อนช่องว่าง

ขั้นที่สาม ขั้นสองว่ายาก ขั้นนี้ยากกว่ามาก คือ ลืมกระบวนท่าให้หมดสิ้น จำแต่ สำนึกของวิชา หรือ ปรัชญาของวิชา ปล่อยตัวเองจากกระบวนท่า ใช้จินตนาการและสำนึกชี้นำ สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ออกมาให้ได้

สงสัยไหมครับ ทำไมปริญญาเอกทุกสาขาถึงเรียกว่า Ph.D เป็น Doctor of Philosophy หรือ ปริญญาด้านปรัชญา ถ้าไปเรียนสำนักดีๆ เขาจะจับท่านฝึกให้ย่างเข้าขั้นสาม จับสำนึกหรือปรัชญาของวิชาที่ท่านไปเรียนให้ได้แล้วพลิกแพลงคิดสิ่งใหม่ออกมา กว่าจะได้กระอักเลือดไปตามๆกัน

อีกอย่างที่อยากเล่าสู่กันฟัง คือ ง่าย >> ยาก >> ง่าย ใครอยู่ขั้นแรก จะเลือกทำอะไรแบบง่ายๆ เพราะไม่ชำนาญ พอเข้าขั้นสองก็จะร้อนวิชาพยายามพลิกแพลงอย่างมากมาย แต่พอบรรลุขั้นสาม เทพจริงจะแสดงพลังในความเรียบง่ายครับ เพราะใช้ท่าง่ายๆก็ชนะแล้ว ถ้ามาดูการเขียนโปรแกรม มือหัดใหม่จะ code แบบง่ายๆ มือขั้นกลาง จะพลิกแพลงมาก เทพจริงเขียนเรียบๆ ครับ บำรุงรักษาง่าย ทำงานเร็ว ไม่มีบั๊ก ไม่เชื่อลองไล่ Linux Kernel Code จะเห็นหลักของ Simplicity ทั้งนั้น

สุดท้ายถ้ายังไม่เชื่อ ผมขอยกคำพูดเทพตัวจริงมาเลยครับ





Albert Einstein quote...“Imagination is more important than knowledge.”


งานแสดงความยินดีกับนิสิตที่ชนะ Imagine Cup


















เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมแสดงความยินดีและมอบของขวัญที่ระลึกเล็กน้อย ให้กับทีมนิสิตที่ชนะรางวัล World Imagine Cup 2010 ที่โปแลนด์ ไม่น่าเชื่อว่าจากทีม 70 กว่าประเทศและนักศึกษานับกว่า 300,000 คนทั่วโลกเราจะชนะ ผมพบว่าเด็กเหล่านี้มีความสามารถ และที่สำคัญคือมีความฝัน

ในวันรับรางวัลเขากล่าวถ้อยคำที่ประทับใจผมมาก คือ

"We don't wait for the future. We create the future and change the world"

ผมอยากให้คำนี้ก้องกังวาลในหัวใจไทยเราทุกคน อยากให้เรามาช่วยกันฝ่าฟันพัฒนาประเทศในทุกด้าน ให้เราเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสรรค์โลกให้งดงาม

ขอบคุณเด็กๆ ครับ ที่ทำให้ผมภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย

อิเมจิ้นคัพยิ่งใหญ่ด้วยไฟฝัน
ไทยฝ่าฟันคว้าที่หนึ่งถึงจุดหมาย
ในใต้หล้าฝีมือไทยได้ไว้ลาย
ว่าดีไซน์ซอฟต์แวร์ดีมีคนไทย
ไม่เป็นสองไม่เป็นรองในใต้ฟ้า
ความเก่งกล้าในความคิดพิชิตฝัน
สร้างโปรแกรมช่วยชาวโลกจากทุกข์พลัน
ได้เติมฝันคนพิการด้วยงานไทย....

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจากงานเลี้ยงนิสิต MSIT


เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับนิสิต MSIT ของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ เห็นเด็กๆ สนุกสนานรื่นเริงในความสำเร็จก็ดีใจด้วยครับ ในฐานะที่รับตำแหน่งหัวหน้าภาค เขาก็ต้องเชิญไปพูดอะไรบางอย่าง ผมเลยถือโอกาส เล่าว่า

"การมาเรียน MSIT หรือ Master of IT เป็นประสพการณ์ที่มีค่า หนึ่ง Mater of IT คือ เป็นนายของวิทยาการไอที มาเรียนเพื่อให้มีความรู้พอที่จะทำให้ ไอทีนั้น "เชื่อง" ทำให้ไอทียอมรับใช้เราและองค์กรเป็นอย่างดีไม่มาแว้งกัดทีหลัง สอง Master IT คือ มาสเตอร์อิท คือ เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใด ก็สามารถเป็นนายงาน ทำให้ภารกิจต่างๆ ลุล่วงไปได้อย่างสมบูรณ์"

"อีกสิ่งที่สำคัญ คือ การได้มาสร้างเครือข่ายเพื่อนที่มีคุณภาพ มาพบเพื่อนเก่งๆ อาจารย์ที่มีความสามารถ ขอให้รักษามิตรภาพให้ยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือกันในอนาคต"



"มิตรภาพเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่ยั่งยืนและล้ำค่าที่สุด เมื่อได้มาก็จงรักษาให้มั่นคง ด้วยการแบ่งปันเกื้อกูลกัน"

หวังว่านิสิตรุ่นนี้คงจะเจริญรุ่งเรืองและสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคมสืบไปครับ